Harry’s Academy of Bartending เปลี่ยนวิชาชีพเป็นธุรกิจ

วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.. 2549
 
                ไม่ว่ายุคสมัยใด ต้นทุนทาง "สมอง" ยังมีมูลค่าเสมอเมื่อเทียบกับต้นทุนในด้านอื่น เรียกว่าถ้ามีพร้อมด้านนี้ก็สร้างเป็นต่อในการ "เริ่มต้น" สร้างธุรกิจ เช่นเดียวกับเส้นทางรวยของ 3 เพื่อนซี้ แฮรี่ส์ เจน, วรวิทย์ บุญประเสริฐ  ผู้คว่ำหวอดอยู่ในวงการอาหารและเครื่องดื่มทั้งในและต่างประเทศมาหลาย 10 ปี พวกเขาเชี่ยวชาญในงานบาเทนเดอร์ จนเรียกได้ว่าเป็นกูรูแถวหน้าของเมืองไทย และด้วยต้นทุนด้านประสบการณ์ที่ได้เปรียบใครหลายคนนั่นเอง ทำให้เมื่อถึงวันที่ต้องเปลี่ยนบทบาทจากอาชีพลูกจ้าง เข้าสู่แวดวงของนายจ้าง พวกเขาจึงทำได้ดีไม่แพ้ใคร "วรวิทย์ บุญประเสริฐ" เป็นตัวแทนของหุ้นส่วนทั้งหมด เล่าที่มาของธุรกิจในฝัน Harry’s Academy of Bartending หรือศูนย์ฝึกอบรมการผสมเครื่องดื่ม ให้พวกเราฟังว่า ทั้งเขาและหุ้นส่วนอีก 2 คน มีประสบการณ์ ด้านอาหารและเครื่องดื่มมานาน โดยเขาเป็นอดีตผู้จัดการฝ่ายเครื่องดื่มโรงแรมโอเรียนเต็ล และคว่ำหวอดอยู่ในแวดวงนี้มาถึง 30 ปี รวมถึงเคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและทำงานด้านนี้มาตลอด ขณะที่ "แฮรี่ส์ เจน" หุ้นส่วนอีกคน เป็นหัวหน้าบาร์เทนเดอร์ มาเกือบ 20 ปี และวิทยากรพิเศษให้กับสถาบันต่างๆ ด้วย "การทำธุรกิจถ้ามัวแต่หวงวิชาก็ออกมาทำธุรกิจไม่ได้ ต้องเป็นลูกจ้างเขาไปจนตาย ผมว่านั่นเป็นความคิดของคนรุ่นเก่านะ คนเดี๋ยวนี้เขาไม่คิดอย่างนั้นกันแล้ว เราต้องกล้าตัดสินใจมากขึ้น"

        ตัวจุดประกายคนทำธุรกิจไม่เพียงความตั้งใจลึกๆ ที่อยากถ่ายทอดประสบการณ์ของตัวเองเท่านั้น พวกเขายังแสวงหาโอกาสและความเป็นไปได้ด้วยการศึกษาตลาด จนพบช่องว่างของวิชาชีพนี้ "ตอนที่ยังทำงานโรงแรม จะมีเปิดอบรมระยะสั้นสอนเรื่องเครื่องดื่มปีละ 1-2 ครั้ง เริ่มมีเสียงเรียกร้องมากขึ้นว่าอยากเรียนคอร์สสั้นๆ อย่างนี้ เพราะที่เมืองไทยยังมีสอนน้อย ขณะที่ในต่างประเทศก็ราคาแพง ส่วนการเรียนในมหาวิทยาลัยพวกวิชาการโรงแรมมีสอนแต่มีภาคปฏิบัติน้อยมาก เราจึงเห็นโอกาสที่จะทำโรงเรียนสอนบาร์เทนเดอร์เพื่อมาตอบสนองความต้องการตรงนี้" เมื่อมีตัวจุดประกายโอกาส การสร้างความเป็นไปได้เพิ่มขึ้น ด้วยการมองถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างออกไป ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่มาต่อยอดความเชื่อมั่นของพวกเขา "สิ่งที่เราพยายามทำให้แตกต่างคือการสอนเป็นภาษาอังกฤษด้วย เพื่อรองรับลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติ โดยที่ผ่านมาพบว่า มีภรรยาของนักธุรกิจหลายคน ที่สามีมาทำงานในเมืองไทย และพยายามหาเวลาว่างเพื่อทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ เช่นการเรียนทำอาหารไทย ตรงนี้จึงเป็นลูกค้าอีกกลุ่มที่สามารถมาเรียนกับเราได้ รวมถึงเด็กอินเตอร์ที่จะหางานทำช่วงซัมเมอร์อีกกลุ่มที่น่าสนใจไม่ต่างกันคือ เจ้าของร้านอาหารไทยในต่างประเทศ และเด็กที่กำลังจะไปเรียนเมืองนอกแล้วมาเรียนรู้งานด้านนี้เพื่อเอาไปทำงานพิเศษ เพราะเป็นที่ทราบดีว่า การเรียนบาร์เทนเดอร์ที่เมืองนอก ค่าเรียนสูงมาก คอร์สละไม่ต่ำกว่า 40,000 บาท แต่ของเราถูกกว่าหลายเท่าตัว" การคิดต่อยอดธุรกิจและมองให้ไกลกว่าโอกาสที่เห็นอยู่ตรงหน้า เป็นสิ่งที่วรวิทย์เน้นย้ำกับเรา โดยบอกว่า แม้การเลือกทำเลที่ตั้งก็เพื่อรองรับลูกค้ามุ่งหวังอย่างชัดเจน โดยเขาเลือกตั้งโรงเรียนใกล้สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต และมีที่จอดรถพอสมควร เพื่อให้การเดินทางสะดวกสบาย ที่สำคัญคือการเลือกทำเลที่ใกล้โรงแรมชั้นหนึ่ง เพราะนอกจากจะได้กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ที่ทำงานในโรงแรม ยังมีโอกาสเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อีกกลุ่มด้วย

        ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขามองถึงการร่วมมือกับบริษัททัวร์เพื่อจัดการสอนเป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจท่องเที่ยว ก็เป็นอีกโอกาสที่มองเห็นในอนาคต อย่างที่บอกไปตั้งแต่ตอนต้นว่า ชีวิตงานตลอดที่ผ่านมาของพวกเขา มีเพียงประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น แต่การจะก้าวมาเป็นผู้ประกอบการ ก็ต้องมองถึงการทำตลาดให้เป็นด้วย เหมือนที่วรวิทย์บอกเราว่า จะให้โรงเรียนไปต่อได้ ก็ต้องทำให้เขารู้ว่า บนโลกใบนี้มีการสอนวิชาชีพแบบนี้อยู่ที่โรงเรียนของพวกเขาด้วย "ผมเริ่มทำตลาดโดยการจัดทำพวกโบร์ชัวร์ส่งไปตามกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เช่นตามโรงแรม ,ร้านอาหาร ,สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานที่เขาส่งเสริมให้คนมีอาชีพ รวมถึงแจกตามสถานทูต ซึ่งก็มีคนสนใจมากทีเดียว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรามีประสบการณ์มานาน จึงมีคนรู้จักเยอะพอสมควร การทำตลาดแรกๆ จึงไม่ลำบากมากนัก" นอกจากการโฆษณาผ่านสื่อเล็กๆ น้อยๆ การได้ออกไปอบรมหน่วยงานและพนักงานโรงแรมชั้นนำอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาไม่ได้ลดหายไปไหน ซ้ำยังช่วยสร้างตลาดแบบบอกต่อได้อย่างไม่ต้องลงทุนด้วยเงินก้อนโต ด้าน มนัส แก้วก่ำ หุ้นส่วนอีกคน บอกเราว่า สิ่งที่พวกเขาทุ่มเทให้กับนักเรียน ก็คือความรู้อันพึงมีของผู้ที่จะทำงานในวิชาชีพนี้ เรียกว่าเป็นการสอนแบบจริงจัง เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้เต็มที่ รวมถึงการให้คิดสูตรเองเพื่อพัฒนาสิ่งที่เรียนมาเป็นผลงานอีกด้วย โดยหลักสูตรที่สอนมีทั้ง ค็อกเทล สมุตตี้ และม็อกเทล จะรับเด็กได้ทั้งเรียนเดี่ยวและมาเป็นกรุ๊ป กรุ๊ปละไม่ต่ำกว่า 5 คน และสอนได้ครั้งละไม่เกิน 10 คน โดย1 คอร์ส จะเรียน 24 ชั่วโมง ให้จบภายใน 1 เดือน เรียนวันละ 2 ชั่วโมง เฉพาะจันทร์ พุธ ศุกร์ ส่วนวันเสาร์- อาทิตย์ เรียน 3 ชั่วโมง โดยค่าเล่าเรียน รวมค่าเอกสารและอุปกรณ์ ภาคปกติคิด 6,000 บาท ภาคภาษาอังกฤษคิด 8,000 บาทต่อคอร์ส เรียนนอกสถานที่ ประมาณ 5 ชั่วโมงต่อวัน คิดหัวละ 3,500 บาท อยู่ที่จำนวนผู้เรียนด้วย โดยสอน 1 คลาส ไม่เกิน 25 คน

        สิ่งที่พวกเขามองถึงธุรกิจในก้าวต่อไป ยังมีแผนการมากมายที่อยู่ในความคิด ทั้งการพิมพ์หลักสูตรออกมาเป็นตำรา เพื่อขยายการรับรู้ไม่เพียงในโรงเรียนเท่านั้น รวมถึงการพัฒนาครูผู้สอนเพื่อมาเป็นแขนขาของตัวเองในอนาคต และการจับมือกับบริษัทเหล้าเพื่อขยายธุรกิจต่อไป โดยหากจะมีการขยายสาขาก็มองถึงการลงทุนเองแต่ไม่ใช่ขายแฟรนไชส์ เพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพที่ดีของโรงเรียนแห่งนี้ต่อไปได้ สำหรับจุดคุ้มทุนของบริษัทนี้ผู้บริหารบอกเราว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 ปี ซึ่งตอนนี้โรงเรียนเปิดมาประมาณ 2 ปี แล้ว และมีนักเรียนหมุนเวียนต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 30 คน ซึ่งยังเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ และทำให้พวกเขามั่นใจว่าจะอยู่ในธุรกิจนี้อย่างสง่างามต่อไปได้ ใครที่อยากมองหาธุรกิจใหม่ๆ ทำ ลองเริ่มจากองค์ความรู้ ต้นทุนในตัว เหมือนที่พวกเขาได้ใช้สิ่งนั้น สร้างธุรกิจในฝันของตัวเอง

************************

"การทำธุรกิจถ้ามัวแต่หวงวิชาก็ออกมาทำธุรกิจไม่ได้ ต้องเป็นลูกจ้างเขาไปจนตาย ผมว่านั่นเป็นความคิดของคนรุ่นเก่านะ คนเดี๋ยวนี้เขาไม่คิดอย่างนั้นกันแล้ว เราต้องกล้าตัดสินใจมากขึ้น"